อ่านผลตรวจเลือด

1.. Blood chemistry แปลตรงๆว่าเคมีของเลือด หมายถึงระดับของสารต่างๆที่อยู่ในเลือดซึ่งก่อปฏิกิริยาเคมีได้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสารเหล่านี้ บ่งบอกไปถึงว่าจะมีโรคอะไรเกิดขึ้นในร่างกายบ้าง 2.. FBS = ย่อมาจาก fasting blood sugar แปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังการอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เป็นการตรวจสถานะของโรคเบาหวานโดยตรง คือคนปกติค่านี้จะต่ำกว่า 100 mg/dL ถ้าของใครสูงเกิน 125 ก็ถือว่าเป็นเบาหวานแล้วอย่างบริบูรณ์ 3.. HbA1C = ย่อมาจาก hemoglobin A1C แปลว่าระน้ำตาลสะสมเฉลี่ยสามเดือนในเม็ดเลือดแดง มีความหมายคล้ายๆกับค่า FBS คือโดยคำนิยามถ้าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยของของใครสูงกว่า 6.5% ก็ถือว่าเป็นโรคเบาหวานไปแล้วอย่างบริบูรณ์ ค่า HbA1C นี้ดีกว่าค่า FBS ในสองประเด็น คือ3.1 ทำให้เราตรวจคัดกรองเบาหวานได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องอดอาหารมาล่วงหน้า3.2 การที่มันสะท้อนค่าน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลาสามเดือนย้อนหลัง จึงตัดปัญหาระดับน้ำตาลวูบวาบในช่วงหนึ่งวันก่อนการตรวจ คือคนไข้บางคนที่จะทำตัวดีเฉพาะสองสามวันก่อนไปหาหมอเพื่อให้น้ำตาลในเลือดดูดี พอคล้อยหลังหมอตรวจเสร็จก็ออกมาสั่งไอติมมากินเป็นกะละมังให้หายอยาก คนไข้แบบนี้การตรวจ HbA1C จะทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงของเบาหวานดีกว่า 4.. BUN = ย่อมาจาก… อ่านเพิ่มเติม อ่านผลตรวจเลือด

การตรวจสำคัญก่อนการเปลี่ยนไต

ในการเปลี่ยนไต ก่อนการเปลี่ยนไตทุกครั้งจะต้องมีการตรวจกรุ๊ปเลือด, เนื้อเยื่อ HLA Typing, Lymphocyte Cross Match, เพื่อดูความเข้ากันของผู้ให้และผู้รับ*** #การตรวจกรุ๊ปเลือด (Blood group) ในคนเราจะมีกรุ๊ปเลือดอยู่ด้วยกัน 4 กรุ๊ป คือ A, B, AB, และ O ฉะนั้นคนไข้โรคไตและผู้บริจาคจะต้องมีกรุ๊ปเลือดเดียวกัน หรือกรุ๊ปที่เข้ากันได้ [หรือใช้เทคนิคพิเศษคือ การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด] #การตรวจ Human Leukocyte Antigen (HLA) คือการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อดูความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างผู้ป่วยโรคไตและผู้บริจาคเลือดกรุ๊ปเดียวกันไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเยื่อเหมือนกัน ผู้ที่มาจากครอบครัวเดียวกันหรือสายเลือดเดียวกันมีโอกาสที่จะมีเนื้อเยื่อเหมือนกันได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวอื่น ความเหมือนของเนื้อเยื่อนี่เองคือตัวบ่งชี้ถึงผลความสำเร็จของการเปลี่ยนไต และเป็นตัวบ่งบอกว่าไตที่เปลี่ยนไปแล้วจะใช้งานได้ดีเพียงใดและนานเท่าใด ซึ่งถ้าเนื้อเยื่อ HLA ของผู้ให้และผู้รับเหมือนกันน้อยหรือไม่เหมือนกันเลย ย่อมส่งผลทำให้ไตที่เปลี่ยนไปทำงานได้ไม่ค่อยดีและมีอายุการใช้งานน้อยกว่าไตที่มีเนื้อเยื่อเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน #การตรวจ Lymphocyte Cross Match เป็นการตรวจหาความภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อทำลายหรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งได้แก่ อวัยวะของผู้อื่น เช่น ไต ตับ หัวใจ เลือด เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส สารเคมี… อ่านเพิ่มเติม การตรวจสำคัญก่อนการเปลี่ยนไต

ภาวะแทรกซ้อนหลังการเปลี่ยนไต

๑. ไตไม่ทำงานทันที ที่ใส่เข้าไปในร่างกาย : ป้องกันได้ด้วยการตรวจการเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อให้ถูกต้องก่อนทำการปลูกถ่ายไต ๒. การสลัดไตอย่างเฉียบพลัน : มี ประมาณ ๒๐-๔๐ % ในปีแรก ขึ้นกับชนิดของยาที่ใช้กดภูมิต้านทานอวัยวะที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาสเตียรอยด์ ซึ่งไม่แพงมากนัก มีจำนวนน้อยที่ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงเพื่อควบคุมการสลัดไต ๓. การสลัดไตอย่างเรื้อรัง : คือ การเสื่อมสภาพของไตอย่างช้าๆ โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้โดยเด็ดขาด แต่สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้โดยการควบคุมโรคที่อาจเกิดร่วมด้วยให้ดี เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และต้องกินยาลดภูมิต้านทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะสลัดไตอย่างเฉียบพลัน ซึ่งจะมีผลทำให้ไตมีอายุยืนยาวขึ้น ๔. การติดเชื้อจากเชื้อทั่วไป : หลัง การปลูกถ่ายไต ภูมิต้านทานร่างกายจะลดลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายจากเชื้อทั่วๆไป เช่น ปอดบวม กรวยไตอักเสบ หรือจากเชื้อพวกฉวยโอกาส เช่น ไวรัส CMV , Herpes, EB virus เชื้อรา เชื้อพยาธิ วัณโรค และอาจต้องกินยาเพื่อป้องกันพวกเชื้อฉวยโอกาสเหล่านี้ด้วยในระยะแรกหลังการผ่าตัด ๕.… อ่านเพิ่มเติม ภาวะแทรกซ้อนหลังการเปลี่ยนไต

3 สาเหตุไตวายเฉียบพลัน

3 สาเหตุไตวายเฉียบพลัน 1.กรวยไตอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อของกรวยไต สาเหตุมาจากการอั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้หญิงจะพบมาก ทำให้เชื้อโรคย้อนเข้าสู่กรวยไตจนอักเสบและติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการปวดหลังข้างใดข้างหนึ่งที่มีการติดเชื้อ ซึ่งภาวะนี้สามารถรักษาให้หายได้ อย่างไรก็ตาม แม้การป่วยกรวยไตอักเสบเพียง 1-2 ครั้งจะไม่ทำให้ไตเสื่อมเรื้อรัง แต่ขออย่าอั้นปัสสาวะอีก 2.ถุงน้ำหรือซีสต์ขนาดใหญ่ จนไปขยายทำให้เยื่อหุ้มไตห่างออก ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ บริเวณหลังใต้ซี่โครง แต่หากซีสต์แตกก็อาจมีเลือดออกทางปัสสาวะให้สังเกตได้ 3.มีนิ่วอุดท่อไต มักจะพบนิ่วหลุดเข้าไปในท่อไตข้างใดข้างหนึ่ง จึงทำให้เกิดการปวดหลังเพียงข้างเดียว โดยจะมีอาการปวดในลักษณะบีบรุนแรงมากและคลายออก เนื่องจากท่อไตจะบีบและคลายตัว เพื่อขับนิ่วที่อุดตันอยู่ให้หลุดไป ซึ่งหากนิ่วหลุดออกไปจากท่อไตก็จะหายจากการปวดหลัง

สะอึกในผู้ป่วยโรคไต

อาการ “สะอึก” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งที่สำคัญได้แก่ภาวะเกลือแร่โซเดียมต่ำ (hyponatremia) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยไตวายและฟอกเลือด การแก้ไขอาการสะอึกด้วยวิธีพื้นฐาน เช่น การกินน้ำ สำหรับผู้ป่วยไตวายจะทำให้ภาวะแร่โซเดียมต่ำแย่ลงได้และยังส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำท่วมปอดอีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยไตวายที่มีอาการสะอึกไม่หายหรือเป็นนานกว่าปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คเกลือแร่ในเลือดก่อน ไม่ควรกินน้ำมากๆเพื่อหวังว่าอาการสะอึกจะหายไป เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง  พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ  ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์  ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น  ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต  เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้ อาการโรคเก๊าท์ มีอาการปวดข้อ ข้อบวม  บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ  อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ  ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า  ข้อเท้า  และข้อเข่า  อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน เมื่อโรคดำเนินต่อไป  การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว  เดินลำลากและอาจพิการได้ อาการร่วมอื่นๆ   อาจพบนิ่วในไต  นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ปัจจัยกระตุ้นโรคเก๊าท์ กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก  เช่น  สัตว์ปีก  เครื่องในสัตว์ การดื่มเหล้าและเบียร์ ยาบางชนิด  เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว  ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ  ได้แก่  บาดเจ็บ  หลังผ่าตัดใหม่ๆ  ความเครียด  เป็นต้น การวินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม เจาะน้ำในข้อไปตรวจ   วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว  ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่ x-ray ข้อที่มีอาการปวด … อ่านเพิ่มเติม โรคเก๊าท์

วิตามินดี

วิตามินดี (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี Cholecalciferol (D3) Ergocalciferol (D2) วิตามินดีที่เข้าร่างกายจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้ วิตามินดีจะเสียง่ายเมื่อถูกออกซิเดชัน ละลายในตัวทำลายไขมันและไม่ละลายน้ำอาหารที่มีวิตามินดีพบได้ทั้งในพืชผัก ผลไม้ และในเนื้อเยื่อของสัตว์แต่ดูเหมือนจะเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมากในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแมคเคอร์เรก วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก,วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ,ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ,ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอัตราย ,เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย ,ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน,เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกายอาจจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า… อ่านเพิ่มเติม วิตามินดี